การเริ่มต้นเข้าสู่โลกของเกมไพ่ยอดนิยมให้ประสบความสำเร็จและลดความเสี่ยงจากการไม่รู้รายละเอียดลึกๆ นั้น ผู้เล่นจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลให้ ครบเครื่องเรื่องบาคาร่า อย่างละเอียดถี่ถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ 15 ข้อบังคับและกฎกติกาที่ควรรู้ก่อนเริ่มเดิมพัน เพื่อให้สามารถวางแผนและตัดสินใจในแต่ละเกมได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ และไม่เสียเปรียบระบบ

15 ข้อบังคับและกฎกติกาที่ควรรู้ก่อนเริ่มเดิมพัน
- การแบ่งฝั่งเดิมพันหลัก เกมจะแบ่งออกเป็นสองฝั่งหลักคือ ฝั่งผู้เล่น (Player) และฝั่งเจ้ามือ (Banker) โดยผู้เล่นสามารถเลือกวางเดิมพันฝั่งใดฝั่งหนึ่ง หรือเลือกเดิมพันผลเสมอ (Tie) ก็ได้ตามความต้องการในแต่ละรอบการเล่น
- จำนวนไพ่เริ่มต้นที่แจก ในแต่ละรอบ พนักงานแจกไพ่ (Dealer) จะทำการแจกไพ่เริ่มต้นให้ฝั่ง Player และ Banker ฝั่งละ 2 ใบเสมอ โดยจะแจกสลับกันทีละใบ เริ่มจากฝั่งผู้เล่นก่อนเป็นอันดับแรก
- เป้าหมายสูงสุดของแต้มรวม เป้าหมายของเกมคือการทำแต้มรวมของไพ่ในมือให้ใกล้เคียงกับ 9 แต้มมากที่สุด ฝั่งใดที่มีแต้มรวมใกล้เคียงหรือเท่ากับ 9 แต้มมากกว่าหลังจากสรุปการจั่วไพ่ทั้งหมด จะเป็นฝ่ายชนะในรอบนั้นทันที
- การคำนวณมูลค่าของไพ่ตัวเลข (2-9) ไพ่ที่มีหมายเลขตั้งแต่ 2 ถึง 9 จะมีค่าคะแนนตรงตามตัวเลขที่ปรากฏอยู่บนหน้าไพ่ใบนั้นๆ โดยไม่มีการหักลบหรือปรับเปลี่ยนมูลค่าใดๆ ทั้งสิ้น
- การคำนวณมูลค่าของไพ่แต้มพิเศษ (10, J, Q, K) ไพ่หมายเลข 10 และไพ่ขอบที่มีหน้าเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษทั้งหมด ได้แก่ J (แจ็ค), Q (แหม่ม) และ K (คิง) จะมีค่าคะแนนเท่ากับ 0 แต้มในเกมบาคาร่า
- การคำนวณมูลค่าของไพ่ A (Ace) ไพ่ที่มีหน้าเป็นตัวอักษร A หรือ Ace จะถูกกำหนดให้มีค่าคะแนนเท่ากับ 1 แต้มเสมอในการนำมารวมผลคะแนนเพื่อหาผู้ชนะ
- กฎการตัดหลักสิบออกเมื่อแต้มเกิน หากผลรวมของไพ่ในมือมีมูลค่าตั้งแต่ 10 แต้มขึ้นไป ระบบจะนับเฉพาะตัวเลขในหลักหน่วยเท่านั้น เช่น หากได้ไพ่ 7 กับ 8 รวมกันได้ 15 แต้ม แต้มที่ใช้จริงในเกมจะเหลือเพียง 5 แต้ม
- กฎการชนะทันที (Natural Win หรือ ป๊อก) หากไพ่ 2 ใบแรกของฝั่งใดฝั่งหนึ่งรวมกันได้ 8 หรือ 9 แต้ม จะถือว่าได้คะแนน “แนชเชอรัล” หรือที่เรียกกันติดปากว่าป๊อก เกมในรอบนั้นจะยุติลงทันทีและตัดสินผลชนะโดยไม่มีการจั่วไพ่ใบที่สามเพิ่ม
- กฎการจั่วไพ่ใบที่สามของฝั่งผู้เล่น (Player) หากฝั่ง Player ได้แต้มรวมจากไพ่ 2 ใบแรกอยู่ที่ 0, 1, 2, 3, 4 หรือ 5 แต้ม ฝั่งผู้เล่นจะต้องจั่วไพ่ใบที่สามเพิ่มอีก 1 ใบ เว้นแต่ฝั่ง Banker จะได้แต้มป๊อก 8 หรือ 9 ไปก่อนแล้ว
- กฎการอยู่ไพ่ของฝั่งผู้เล่น (Player Stand) หากฝั่ง Player ได้แต้มรวมจากไพ่ 2 ใบแรกอยู่ที่ 6 หรือ 7 แต้ม จะต้อง “อยู่” (Stand) คือไม่มีสิทธิ์จั่วไพ่ใบที่สามเพิ่ม และต้องรอให้ฝั่ง Banker เล่นต่อตามเงื่อนไข
- กฎการจั่วไพ่ใบที่สามของฝั่งเจ้ามือ (Banker) เงื่อนไขการจั่วไพ่ของฝั่ง Banker จะมีความซับซ้อนมากกว่า โดยหากได้ 0-2 แต้มต้องจั่วเสมอ แต่หากได้ 3-6 แต้ม การจะจั่วไพ่เพิ่มได้หรือไม่นั้น จะต้องขึ้นอยู่กับมูลค่าของไพ่ใบที่สามที่ฝั่ง Player จั่วได้ด้วยตามตารางกติกาสากล
- อัตราการจ่ายเงินเดิมพันฝั่งผู้เล่น (Player Payout) การชนะเดิมพันจากการแทงฝั่ง Player จะมีอัตราการจ่ายเงินรางวัลอยู่ที่ 1:1 (แทง 100 บาท ได้รับเงินรางวัลรวมทุนเป็น 200 บาท)
- อัตราการจ่ายเงินเดิมพันฝั่งเจ้ามือและค่าต๋ง (Banker Commission) การชนะเดิมพันจากการแทงฝั่ง Banker จะมีอัตราการจ่ายอยู่ที่ 1:0.95 เนื่องจากต้องหักค่าคอมมิชชั่นหรือค่าต๋งให้ระบบ 5% (แทง 100 บาท ได้รับกำไร 95 บาท) ยกเว้นแต่จะเล่นในโต๊ะประเภทไม่มีค่าคอมมิชชั่น (No Commission) ซึ่งจะมีเงื่อนไขเฉพาะเมื่อชนะด้วยแต้ม 6
- อัตราการจ่ายเงินเดิมพันผลเสมอ (Tie Payout) หากวางเดิมพันในช่อง Tie หรือผลเสมอกัน แล้วแต้มรวมของทั้งสองฝั่งออกมาเท่ากัน จะมีอัตราการจ่ายเงินรางวัลที่สูงมาก โดยทั่วไปจะอยู่ที่ 1:8 และหากตาไหนออกเสมอแต่ผู้เล่นแทงฝั่ง Player หรือ Banker ไว้ ทุนเดิมพันจะถูกคืนกลับมา
- รูปแบบการเดิมพันพิเศษ (Side Bets) นอกเหนือจากการแทงหลักแล้ว ยังมีกฎกติกาการเดิมพันเสริม เช่น การแทงไพ่คู่ (Pair) ทั้งคู่ผู้เล่นหรือคู่เจ้ามือ ซึ่งจะชนะเมื่อไพ่ 2 ใบแรกออกหน้าเหมือนกัน โดยมีอัตราการจ่ายที่สูงขึ้น (ทั่วไปอยู่ที่ 1:11) เพื่อเพิ่มความหลากหลายในการทำกำไร